[[ Ya vas Liubl... 的个人资料•°¤*(¯`°(✿◡‿◡)❤(◡‿◡✿)°´¯...照片日志列表 工具 帮助

日志


8月26日

ความแตกต่างที่มันเหมือนหรือว่ามานแตกต่าง

การจีบ

หญิง : เขาเข้ามาคุยกะเราบ่อยๆ อย่างงี้กำลังจีบเรา จีบเราอยู่แน่เลย

 ชาย : บางครั้งการจีบก็เป็นแค่การทดสอบความสามารถของตัวเอง

ไม่ได้รู้สึกจริงจังมากมายอะไรสักหน่อย

 

 ตกหลุมรัก

 หญิง : การก้าวขาหล่นลงไปในหัวใจของเขาลึกจนยากจะปีนขึ้นมาง่ายๆ

 ชาย : การเดินสะดุดขาอ่อนของเธอ อาจจะเซไปบ้าง แต่ไม่ถึงกับเสียการทรงตัวนานแต่อย่างใด

 

เดทครั้งแรก

หญิง : เหตุการณ์ตื่นเต้นที่สุดอีกครั้งในชีวิต เขาจะพาเราไปนั่นกินอาหารร้านไหนนะ

ชาย : เหตุการณ์ผลาญเงิน หวังว่าเธอคงไม่เห็นแก่กินเลือกร้านแพงๆ เหมือนยายคนก่อนนะ

 

หัวใจ

หญิง : อวัยวะที่ยกให้ใครไปแล้วก็ไม่อยากให้เขาส่งคืน

 ชาย : อวัยวะที่ใช้ในการหายใจอ่ะดิ ถามด้ายยย!

 

แฟนเก่า

หญิง : คนรักของวันวานที่ถ้าบังเอิญเจอหน้าในวันนี้ก็ทำให้ใจสั่น

ชาย : ใคร? เธอคือใครเหรอจำไม่ได้แล้วอ่ะ

 

 แฟนใหม่

หญิง : คนรักของวันนี้ที่เราอยากให้เป็นคนรักของวันข้างหน้าไปนานๆ

ชาย : แฟนของวันนี้แต่วันข้างหน้าค่อยว่ากันอีกที

 

โทรศัพท์

หญิง : เครื่องมือสื่อสารที่ช่วยสื่อความคิดถึง, คำพูดตอนไม่ได้อยู่กะเขา

ชาย : เครื่องมือสื่อสารที่เธอมีไว้คอยโทรจิกตามตรวจสอบเราทุกที่ทุกเวลา

 

ความเหงา

หญิง : แค่ไม่มีเขาเราก็เหงาเหลือเกินแล้ว

ชาย : 365 วันไม่เหงาเพราะเราไม่ขาดเพื่อนสักวัน

 

ความคิดถึง

หญิง : เพิ่งแยกจากเขามาเมื่อครู่เดียวเองก็คิดถึงอยากเจอหน้าเขาอีกแล้วน่ะ

ชาย : ความคิดถึงก็เหมือนการได้ลงเตะฟุตบอลที่เราอยากเตะ พอได้เตะ แตะแล้วก็หายอยาก

 

ดอกไม้

หญิง : เดินผ่านร้านขายดอกไม้ทีไร อยากให้เขาซื้อให้เรา แค่ดอกเดียวก็พอ

ชาย : ก็ดอกไม้แค่ดอกเดียว ทำไม! เธออยากได้อะไรมากมายนะ

 

จูงมือ

หญิง : เป็นแฟนตอนแรกๆ เขาจูงมือเราไม่ยอมปล่อย เหมือนกลัวเราหลงทาง

แต่ตอนหลังเราต้องเป็นฝ่ายจับมือเขาเสียเอง

ชาย : โอ๊ย! ผมไม่ได้เด็กแล้วนะต้องจูงมือข้ามถนนด้วย

 

 หึง

หญิง : รักคือหึง...หึงคือรัก ไม่รักไม่หึง ไม่หึงถ้าไม่รัก

ชาย : ที่ผมเผลอลงมือลงไม้เธอนั้นเพราะผมหึงเธอน่ะ

 

น้ำตา

หญิง : เครื่องมือที่ช่วยเราลดความเครียดตามธรรมชาติ

ชาย : เครื่องมือเรียกร้องความสนใจของผู้หญิง

 

ช้อปปิ้ง

หญิง : กิจกรรมสุดโปรดได้ทำแล้วเหมือนมีสารความสุขหลั่งออกมา

ชาย : เครียดก็ช๊อป...มีสุขก็ช๊อป..มีอารมณ์ก็ช๊อป ผู้หญิงโรคช๊อป

 

การสารภาพรัก

หญิง : เป็นแฟนกันมาตั้งนาน แค่คำว่ารัก..คำเดียว เขายังไม่เคยพูดให้เราได้ยินเล้ย!

ชาย : เป็นแฟนกันมาตั้งนาน คำว่า..รัก..คำเดียวจะสำคัญอะไรนัก

 

อกหัก

หญิง : ทำลายของๆ เขา, ฉีกรูปคู่ทิ้ง, เก็บตัวอยู่ในห้อง ฯลฯ เจ็บนี้...อีกนาน

ชาย : กินเหล้า,จีบดะ,เที่ยวกระจาย ฯลฯ 3 วันห๊ายยยย

 

งอน

หญิง : ดูเขาเถอะ! หาเรื่องให้เราต้องงอนอีกแย้ว

ชาย : ดูมัน! งอนได้ตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ

 

ง้อ

หญิง : ดีใจจัง เขาง้อเรา แสดงว่าเขายังรักเราอยู่

ชาย : เซ็ง! แต่ต้องแกล้งง้อไปงั้นๆ ดีกว่าต้องทนเห็นหน้าที่เหมือนตูดของเธอ

8月24日

กล่องบอกรัก

"""""""""""""""""""กล่องบอกรักฮับ
 
ลองคลิ๊กเข้าไปดูล่ะนะ
7月31日

วันนึง...วันนนั้น

....วันนึง...วันนนั้น...วันที่เราเดินอยู่คนเดียว
.......วันนึง...วันนนั้น.....วันใหม่ที่เราต้องการใครสักคนเดินเคียงข้าง
..........วันนึง...วันนนั้น.....ที่ไม่มีใครยอมเดินไปกับเราสักคนเดียว.....
............วันนึง...วันนนั้น.....ที่เราเพียงต้องการให้ใครสักคนนั้น...มีความสุข

วันนึง...วันนนั้น.....ก็มาถึงวันที่เราสักคนมีใคร.....
.......วันนึง...วันนนั้น.....เรากลับไม่อยากให้เค้าไปยุ่งกับใคร...
.........วันนึง...วันนนั้น.....ทำไมเราถึงต้องการอะรัยไปมากมาย.....
..............วันนึง...วันนนั้น.......เราไม่มีอะไรเลย............
 
ฟังฉัน...ฉันอยากจะถามเธอ เคยมั๊ยที่ได้เจอ กับคนที่รักจนหมดใจ
ตัวฉัน อาจดูไม่เท่าไหร่ เธออาจไม่สนใจ แต่อย่างไรก็อยากถาม
ว่าเธอ...คิดเหมือนกันรึเปล่า ในความเหงาเธอเห็นฉันบ้างไหม
อย่าปล่อยเวลาที่ดีให้เลยไป รังเกียจไหม ถ้าจะไปด้วยกัน
*ทางที่ไปมันลำบาก เธอจะไปด้วยกันไหม หากเธอไปด้วยกัน ฝันคงมีความหมาย
เพียงแค่เธอไม่นึกหวั่น คนอย่างฉันจะไม่ท้อ หากมีเธอช่วยต่อ ชีวิตฉันคงงดงาม
ฟังนะ...อยากให้ฟังฉัน หากว่าเรารักกัน ช่วยบอกให้ฉันได้อุ่นใจ
ว่าเธอ...คิดเหมือนกันรึเปล่า ในความเหงา เธอเห็นฉันบ้างไหม
อย่าปล่อยเวลา ที่ดีให้เลยไป รังเกียจไหม ถ้าจะไปด้วยกัน
7月28日

ใจเธอยากหยั่ง

ใจ ของใครใคร่ซ่อน สุดลึก
เธอ ใส่ไว้สุดนึก ถึงได้
ยาก ยิ่งอย่าแม้ค้น     มีไป่วันเจอ
หยั่ง ทะเลยังสั้น กว่าแจ้ง ใจเธอ
7月21日

365 วันเพื่อเรียนรู้คำว่า “รัก”

คำว่า “รัก” สั้นแต่บางคนใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อเรียนรู้คำๆ นี้ อีกหลายๆ คนก็ต้องเสียอนาคตและบางคนถึงกับต้องจบชีวิตของตนเองก็เพราะคำนี้ ในขณะที่อีกหลายๆ คนดูเหมือนประสบความสำเร็จในการเรียนรู้คำว่า “รัก” มีชีวิตครอบครัวที่ใครๆ อิจฉา แต่จริงๆแล้วเจ้าตัวไม่ได้คิดเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย กลับพยายามดิ้นรนเพื่อเรียนรู้คำว่า “รัก” จนครอบครับสับสนวุ่นวาย ผมเชื่อว่าคนที่เกิดมาทุกคนนอกจากความรักที่ได้รับจากคุณพ่อคุณแม่และญาติพี่น้องแล้วพวกเขาก็สนใจที่จะเรียนรู้คำว่า “รัก” อยู่ตลอดชีวิต ผมมีนิทานที่จะเล่าให้ฟังครับ หวังว่าเมื่ออ่านจบแล้วพวกเราคงได้เข้าใจและเรียนรู้คำว่า “รัก” ได้มากขึ้น เรื่องมีอยู่ว่า—

เด็กผู้หญิงคนหนึ่งนั่งเหงาอยู่ริมรั้วเธอมองดูกระถางต้นไม้ที่แห้งเฉา ดินแตกระแหง แต่ยังมีเมล็ดพืชงอกงามอยู่ในนั้น เธอเก็บเมล็ดพืชนั้นมาด้วยความสงสัย...อยากรู้ว่ามันงอกขึ้นมาได้อย่างไร?

..วันที่ 1 เธอนำเมล็ดพืชนั้นมาปลูกในกระถางใบใหม่..รอคอยวันที่มันจะเติบโต เธออยากเห็นเมล็ดพืชโตเร็วจึงรดน้ำจนล้นกระถาง..

..วันที่ 2 เธอเฝ้าดูการเจริญเติบโตของเมล็ดพืชนั้น..ทันใดนั้นก็มีปลาทองออกมาจากเมล็ดนั้น เด็กหญิงเอาปลาทองใส่ไว้ในโหลและคิดว่าคงรดน้ำมากเกินไปจึงเอากระถางไปใส่ไว้ในเตาอบและเฝ้าดู

..วันที่ 3 เธอเปิดเตาอบออกดูเห็นลูกไก่เดินอยู่ในนั้น มันมองมาที่เธอและเดินตามเธอตลอดเวลา เด็กหญิงมีความคิดว่าควรจะใส่ปุ๋ยให้มันและเริ่มเทปุ๋ยจนหมดถุง และ..รอ

..วันที่ 4 มีริบบิ้นสีแดงออกมาจากเมล็ด เธอดีใจมากนำริบบิ้นมาผูกให้กับลูกไก่ แต่ละวันเด็กผู้หญิงจะเฝ้ารอดูว่าจะมีอะไรออกมาจากเมล็ดพืชอีก เธอมีความสุขกับการได้ดูแลเมล็ดพืช รดน้ำ พรวนดิน ให้แสงแดดที่แรงกล้า

...วันที่ 30 เด็กหญิงเบื่อที่จะรดน้ำ พรวนดิน ให้แสงแดด และดูแลต้นไม้ เธอรู้สึกไม่ตื่นเต้นกับสิ่งที่จะออกมาจากเมล็ดพืชนั้นเหมือนแต่ก่อน เธอทิ้งต้นไม่นั้นไว้โดยไม่สนใจมันอีก..ต้นไม้เริ่มแห้งเฉาใบไม้เริ่มเป็นสีเหลือง ไม่มีอะไรออกมาจากเมล็ดพืชอีก..

..วันที่ 180 ใบไม้เริ่มแห้งกรอบ ดินเริ่มแตกแยกเหมือนครั้งแรกที่เด็กหญิงเจอมัน..เธอเศร้าเสียใจอย่างมาก

วันที่ 250 เด็กหญิงรดน้ำในปริมาณที่พอเหมาะ...เธอมีความหวังที่จะได้พบสิ่งที่ทำให้ประหลาดใจอย่างที่เคยเป็น

..วันที่ 251 เธอนำกระถางมารับแสงแดดอ่อนๆตอนเช้าด้วยใจที่เบิกบานและเต็มไปด้วยความหวัง

..วันที่ 252 เธอใส่ปุ๋ยและพรวนดินให้ต้นไม้ มีลูกไก่ที่ผูกริบบิ้นสีแดงและปลาทองในโหลอยู่ใกล้ๆ

..วันที่ 300 การเอาใจใส่ ดูแลอย่างใกล้ชิดของเธอทำให้ต้นไม้กลับมาออกใบเขียวชอุ่ม..และที่น่าประหลาดใจคือ เมล็ดพืชกลายเป็นดอกสีแดงเล็กๆรูปร่างคล้ายหัวใจ
... เด็กหญิงตื่นเต้นดีใจกว่าทุกครั้ง

..วันที่ 340 เธอร้องเพลงและพูดคุยกับดอกไม้สีแดงนั้นทุกเวลาที่ว่าง เธอรู้สึกมีความสุขมาก..ที่ได้คอยเอาใจใส่โดยไม่ได้สนใจว่ามันจะกลายเป็นอะไรต่อไป..เด็กหญิงไม่คาดหวังให้ดอกไม้กลายเป็นสิ่งใด เธอเพียงทนุถนอมและดูแลมันอย่างดีที่สุด

..วันที่ 365 เด็กหญิงนั่งอยู่ริมหน้าต่าง กระถางตรงหน้าเธอไม่มีดอกไม้สีแดงรูปหัวใจอีกแล้ว ดอกไม้ที่เธอเฝ้าดูแลหายไป!!
..แต่เธอไม่เศร้า ไม่เสียใจ ไม่ร้องไห้ เพราะเด็กผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ริมหน้าต่าง เขาสามารถพูดคุยกับเธอ ยิ้มให้เธอ ไปทุกที่กับเธอ เข้าใจเธอ และเธอก็ไม่เคยเหงาอีกเลย......

** คุณรู้หรือยังว่าดอกไม้สีแดงรูปหัวใจกลายเป็นอะไร? **

เด็กผู้หญิงใช้เวลา 1 ปี ในการเรียนรู้เรื่องความรัก และในที่สุดเธอเรียนรู้ว่า

1. ต้นไม้แห่งความรัก หากรดน้ำ พรวนดิน ให้แสงแดดที่จัด และดูแลต้นไม้มากจนเกินไปไม่ได้แปลว่ามันจะเจริญเติบโต แต่มันอาจกลายเป็นสิ่งที่เธอคิดไม่ถึง อาจดูน่าสนใจแต่สิ่งที่ได้มานั้นจะนำมาซึ่งความผิดหวัง เสียใจก็เป็นได้
2. การที่เราคาดหวังกับความรักมากเท่าไรเมื่อไม่เป็นอย่างที่หวังเราจะยิ่งเจ็บปวดมากเท่านั้น และถึงแม้เราจะยอมรับที่จะสูญเสียแต่ก็ไม่มีทางหนีจากความเจ็บปวดได้
3. ช่วงแห่งการดูใจกันหากจะรักใคร จงปลดปล่อย "คนที่รัก" ให้เป็นอิสระ หากรักนั้นย้อนกลับมา รักนั้นก็คือของเราและจะเป็นของเราตลอดไป หากรักนั้นมิได้กลับมา รักนั้นก็มิได้เป็นของเราตั้งแต่แรก
4. การเอาใจใส่กันเป็นสิ่งที่ช่วยหล่อเลี้ยงให้ความรักคงอยู่ต่อไป
5. ไม่มีคำว่าสาย สำหรับความรักแท้ เพราะ “รัก” เริ่มต้นใหม่ได้ด้วย
-การรู้จักให้อภัย รู้จักลืมสิ่งที่เคยผิดพลาดระหว่างกัน
-การรู้จักขอโทษ และไม่พยายามทำผิดอีก
-ความอดกลั้น อดทน ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบซึ่งกันและกัน
-ความเข้าใจซึ่งกันและกัน แล้วปรับความเข้าใจใหม่อยู่เสมอ
-ความไว้วางใจกัน ต่างต้องรู้จักเคารพในสิทธิส่วนบุคคลของกันและกัน จงยืนอยู่ด้วยกัน แต่ว่าอย่าใกล้กันนัก เพราะว่า ต้นไม้ใดๆ ก็ไม่อาจเติบโตใต้ร่มเงาของกันได้
- ความเสียสละ ไม่ยึดติด ไม่เรียกร้อง และปราศจากเงื่อนไข
คุณล่ะใช้เวลาเท่าไรในการทำความรู้จักและพยายามเข้าใจในคำว่า "รัก"..... และคำว่า "รัก"ของคุณเป็นเช่นไร?

7月4日

สิ่งที่ได้มา..........กับสิ่งที่เสียไป

เราสร้างตึกที่สูงขึ้น แต่วัดที่เตี้ยลง
เรามีทางด่วนที่กว้างมากขึ้น แต่มีทัศนคติที่แคบลง
เราใช้จ่ายมากขึ้น แต่เรามีน้อยลง
เราซื้อมากขึ้น แต่เรามีความสุขกับของนั้นน้อยลง
เรามีบ้านที่ใหญ่มากขึ้น แต่มีครอบครัวที่เล็กลง

เราสะดวกสะบายมากขึ้น แต่มีเวลาน้อยลง
เรามีการศึกษามากขึ้น แต่มีสามัญสำนึกน้อยลง
เรามีความรู้มากขึ้น แต่มีการตัดสินน้อยลง
เรามีผู้ชำนาญการมากขึ้น แต่ก็มีปัญหามากขึ้น
เรามียามากขึ้น แต่ความ”อยู่ดี”น้อยลง

เราเพิ่มพูนสิ่งที่เราเป็นเจ้าของ แต่ลดค่าของมันลงไป

เราพูดมาก แทบจะไม่ให้ความรัก และก็เกลียดกันบ่อยเกินไป
เราเรียนรู้ว่าจะหาเลี้ยงชีวิตอย่างไร
แต่เราไม่ได้เรียนรู้ว่าชีวิตคืออะไร
เราทำให้การมีชีวิตยาวนานขึ้น แต่เราไม่ได้ใช้ชีวิตที่แท้จริง
เราเดินทางไปกลับถึงพระจันทร์

แต่เรามีปัญหาแค่จะเดินข้ามถนนไปทำความรู้จักกับเพื่อนบ้าน
เราชนะปัจจัยภายนอก แต่ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ภายใน
เราทำให้อากาศสะอาดขึ้น แต่เราทำให้วิญญาณของเราสกปรก
เราสลายอะตอม แต่ไม่ใช่ความลำเอียง
เรามีเงินเดือนมากขึ้น แต่ศีลธรรมน้อยลง
เรามีปริมาณมากขึ้น แต่คุณภาพน้อยลง

ยังมีช่วงเวลาของชายที่สูงใหญ่ แต่ไม่มีลักษณะเฉพาะตัว
มีกำไรมากมาย แต่ไม่มีความสัมพันธ์กับผู้คน
ยังมีช่วงเวลาที่โลกสงบสุข แต่ยังมีสงครามภายใน
มีกิจกรรมมากขึ้น แต่สนุกน้อยลง มีอาหารหลากชนิดมากขึ้น
แต่ไม่มีคุณค่าทางอาหาร
ยังมีช่วงเวลาที่คนแต่งงานกันมากขึ้น แต่ก็มีการหย่าร้างกันมากขึ้น

มีบ้านที่สวยงาม แต่ก็มีบ้านแตกสาแหรกขาด
มันคือช่วงเวลาที่มีอะไรมากมายโชว์อยู่ตรงหน้าต่าง
แต่ไม่มีอะไรอยู่ในห้องเก็บสต๊อกเลยเราสร้างตึกที่สูงขึ้น แต่วัดที่เตี้ยลง
เรามีทางด่วนที่กว้างมากขึ้น แต่มีทัศนคติที่แคบลง
เราใช้จ่ายมากขึ้น แต่เรามีน้อยลง
เราซื้อมากขึ้น แต่เรามีความสุขกับของนั้นน้อยลง
เรามีบ้านที่ใหญ่มากขึ้น แต่มีครอบครัวที่เล็กลง

เราสะดวกสะบายมากขึ้น แต่มีเวลาน้อยลง
เรามีการศึกษามากขึ้น แต่มีสามัญสำนึกน้อยลง
เรามีความรู้มากขึ้น แต่มีการตัดสินน้อยลง
เรามีผู้ชำนาญการมากขึ้น แต่ก็มีปัญหามากขึ้น
เรามียามากขึ้น แต่ความ”อยู่ดี”น้อยลง

เราเพิ่มพูนสิ่งที่เราเป็นเจ้าของ แต่ลดค่าของมันลงไป

เราพูดมาก แทบจะไม่ให้ความรัก และก็เกลียดกันบ่อยเกินไป
เราเรียนรู้ว่าจะหาเลี้ยงชีวิตอย่างไร
แต่เราไม่ได้เรียนรู้ว่าชีวิตคืออะไร
เราทำให้การมีชีวิตยาวนานขึ้น แต่เราไม่ได้ใช้ชีวิตที่แท้จริง
เราเดินทางไปกลับถึงพระจันทร์

แต่เรามีปัญหาแค่จะเดินข้ามถนนไปทำความรู้จักกับเพื่อนบ้าน
เราชนะปัจจัยภายนอก แต่ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ภายใน
เราทำให้อากาศสะอาดขึ้น แต่เราทำให้วิญญาณของเราสกปรก
เราสลายอะตอม แต่ไม่ใช่ความลำเอียง
เรามีเงินเดือนมากขึ้น แต่ศีลธรรมน้อยลง
เรามีปริมาณมากขึ้น แต่คุณภาพน้อยลง

ยังมีช่วงเวลาของชายที่สูงใหญ่ แต่ไม่มีลักษณะเฉพาะตัว
มีกำไรมากมาย แต่ไม่มีความสัมพันธ์กับผู้คน
ยังมีช่วงเวลาที่โลกสงบสุข แต่ยังมีสงครามภายใน
มีกิจกรรมมากขึ้น แต่สนุกน้อยลง มีอาหารหลากชนิดมากขึ้น
แต่ไม่มีคุณค่าทางอาหาร
ยังมีช่วงเวลาที่คนแต่งงานกันมากขึ้น แต่ก็มีการหย่าร้างกันมากขึ้น

มีบ้านที่สวยงาม แต่ก็มีบ้านแตกสาแหรกขาด
มันคือช่วงเวลาที่มีอะไรมากมายโชว์อยู่ตรงหน้าต่าง
แต่ไม่มีอะไรอยู่ในห้องเก็บสต๊อกเลย
7月3日

"""Nitan"""

มีชาวเดนมาร์คคนหนึ่งนอนหลับอยู่ที่บ้านในเวลากลางคืน
...........มีนางฟ้าลงมาหาเขา ชวนให้ไปเที่ยวสวรรค์กับนรก
เขาก็ตกลงไปด้วย

นางฟ้าพาไปที่ที่หนึ่ง แล้วบอกว่า “ถึงนรกแล้ว”
ที่นั่นป็นห้องใหญ่ ๆ มีโต๊ะยาวๆ บนโต๊ะมีอาหารที่ประณีตอร่อยมีคุณค่าทุกประเภท
...........มีคนนั่งอยู่หลายคนนางฟ้าก็บอกว่า “นี่สัตว์นรก”

คนเหล่านั้นนั่งมองอาหารที่น่ากินที่สุดในโลก
แต่ตัวเขาผอมเหลืองน่าสงสาร
.......... นางฟ้าบอกว่าที่นี่อนุญาตให้กินอาหารดี ๆได้
.................... แต่มีเงื่อนไขว่าห้ามใช้มือหยิบ
ต้องใช้ช้อนที่ยาวหนึ่งเมตรตักอาการกินเท่านั้น
...............................เวลาจะใช้ช้อนตักอาหารเข้าปากตัวเอง
คนที่นรกก็ตักไม่ถึงสักที
..........................................อาหารที่อร่อยหกลงบนพื้นเกือบหมด
เขาเลยมีความวุ่นวายเดือดร้อนมาก พยายามตักอาหารเท่าไรก็ไม่ถึงปาก
..........จึงผอมโซเพราะอดอาหาร
ทั้งที่อยู่ใกล้ชิดอาหารที่อร่อยมีคุณค่าทางโภชนาการ
......................แต่ไม่สามารถเอาเข้ามาถึงในปากของตนเองได้

นางฟ้าพาไปอีกห้องหนึ่งแล้ว บอกว่า “ถึงสวรรค์แล้ว”
........... ห้องที่สองนี้มีลักษณะเช่นเดียวกับห้องแรกทุกประการ
มีโต๊ะอาหารยาว ๆ อาหารประณีตหลาย ๆ อย่างเหมือนกันกับห้องนรก
............มีเก้าอี้รอบ มีคนนั่งอยู่หลายคน นางฟ้าบอกว่า
”นี่เทวดาบนสวรรค์”

..................แต่แปลกที่คนบนสวรรค์นั้นยิ้มแย้มแจ่มใสอ้วนท้วนสมบูรณ์สบาย
......................... ดูว่าเขากินอาหาร อย่างไร
ทั้งๆที่เขาก็ต้องใช้ช้อนยาวหนึ่งเมตรเหมือนกับที่นรก
.......”เอ...ทำไมมันไม่เหมือนที่นรก?
ทำไมคนที่นี่สนุกสนานแจ่มใสร่าเริง แข็งแรง”

พอดูดี ๆ อ้อ! เห็นวิธีของชาวสวรรค์
............คือคนข้างหนึ่งของโต๊ะ เขาตักอาหารด้วยช้อนยาว ๆ
เอาไปป้อนใส่ปากของคนตรงข้าม
.....................คนอีกข้างก็ตักอาหารมาใส่ปากของคนข้างนี้
ก็เลยได้กินกันทุกคน อยู่อย่างสุขสบาย
สรุปว่า ที่นรกนั้น..... คนคิดแต่จะได้อย่างเดียว
คิดแต่เรื่องความสุขของตัวเอง
..................คิดแต่ว่าเราจะได้อาหาร ได้สิ่งที่เราชอบ
โดยไม่คิดถึงคนอื่น

แต่ที่สวรรค์นั้น..... มีการช่วยเหลือกัน มีความรักสามัคคีกัน
.........................คำนึงถึงความสุขของคนอื่นด้วย
จึงก็ได้รับความสุขทั่วถึงกันทุกคน ..........................

6月28日

+.+.+.+.+.+.+.+.+.+.

.............................................................

.....เห็นว่าเธอมีใครๆ มาตามมาเอาใจ คล้ายๆทุกคนชอบเธอ
..........................เขามารอมาคอยเจอ มาคอยพร่ำเพ้อ ว่ารักเธอหมดใจ

.........ฉันต้องย้ำกับตัวเอง คอยเตือนกับตัวเอง ว่าฉันไม่ดีเท่าใคร
............................ถึงฉันพูดความในใจ ให้ซึ้งแค่ไหน ก็คงดีไม่พอ

........จะเป็นคนเดียวที่ไม่บอกรักเธอ ไม่หวังให้เธอต้องมาบอกรักกัน
....แค่คนหนึ่งคนที่อยากเจอเธอทุกวัน ไม่อยากผูกพันไปกว่านี้
..ได้แต่ห่วงใยเพียงแค่เธอข้างเดียว ไม่ขอยุ่งเกี่ยวเกินกว่าความหวังดี
......เพียงแอบรักคนเดียวก็พอ เพราะว่าฉันขอเพียงเท่านี้ก็สุขใจ

.ฉันไม่หวังสิ่งใดๆ ไม่คิดอย่างใครๆ ไม่ขอให้เธอมองมา
..........รักฉันพูดด้วยเวลา จะนานจะช้า ฉันยังเป็นอย่างเดิม

....จะเป็นคนเดียวที่ไม่บอกรักเธอ ไม่หวังให้เธอต้องมาบอกรักกัน
..........แค่คนหนึ่งคนที่อยากเจอเธอทุกวัน ไม่อยากผูกพันไปกว่านี้
.......ได้แต่ห่วงใยเพียงแค่เธอข้างเดียว ไม่ขอยุ่งเกี่ยวเกินกว่าความหวังดี
..เพียงแอบรักคนเดียวก็พอ เพราะว่าฉันขอเพียงเท่านี้ก็สุขใจ

.........ฉันไม่หวังสิ่งใดๆ ไม่คิดอย่างใครๆ ไม่ขอให้เธอมองมา
......รักฉันพูดด้วยเวลา จะนานจะช้า ฉันยังเป็นอย่างเดิม

...เพียงแอบรักไม่ขอจับจอง เพียงแค่ขอมองเธออย่างนี้ก็สุขใจ
...............ก็สุขใจ ช่างสุขใจ

6月20日

.....เพราะรู้เลย..มั่ยรู้

..........ด้วยเพราะสิ่งบางสิ่งมันรอสิ่งบางสิ่งมาเติมเต็ม








.........และอาจด้วยเพราะสิ่งบางสิ่งที่คนบางคนคิดว่าจะมาเติมเต็มนั้น......มันอาจจะไม่ใช่อย่างที่คิดเลย











.......................
................................................
...............
.......................ด้วยเหตุนี้เอง.........คำบางคำจึงเกิดขึ้น







.........................เพลงบางงเพลงจึงเกิดขึ้น ณ โลกใบนี้.............
.........
...............................
.................................................
.....
.......................................................
.................................คำบางคำเปลี่ยนจากไม้หันอากาศมาเป็นสระอา.............
...................
......................................ความหมายดันตรงข้ามกันมากมายเลย.....
.........................
...............................เพราะเราอาจจะม่ายเคยคิด.....
...................เพราะเราอาจจะม่ายเคยสน................
..........................เพราะเราอาจจะม่ายเคยรับรู้
.......................................
......................................................หรือเป็นเพราะเราม่ายอยากคิด......
........................................................หรือเป็นเพราะเราม่ายอยากสน
.....................................................หรือเป็นเพราะเราม่ายอยากที่จะรับรู้
.
.
.
.
.
........บางสิ่งนั้นมานมีซึ่งเหตุผล
.

และบางสิ่งนั้นมีนก็ม่ายมีเลยซึ่งเหตุผล






.........เพราะอะไร..............
............................
.............................ล่ะนะ.........
.
.
.
...........บางอย่าง...........





...........คำตอบที่จะตอบว่าใช่หรือไม่ใช่นั้น
......................................ม่ายดั้ยมีความหมายอะรัยขึ้นมาเลย.
....
...............แล้วเราจะตอบคำถามนั้นไปทำไมล่ะ
...................
..................................สู้เก็บมันไว้เป็นผู้รับรู้แต่เพียงผู้เดียว...............คงมากพอ...............
6月5日

มานคืออารายล่ะว้า......เนี่ยยยยยย

1. ประหยัดค่าโทรศัพท์ ( ช่วยชาติ )
2. ไม่ต้องรีบกลับบ้าน ( เพื่อกลับมารับโทรศัพท์)
3. ไม่ต้องห่วงใคร ( ก็มันไม่มีให้ห่วงแล้วนี่หว่า )
4. ไม่ต้องคิดถึงใคร (มันก็ไม่มีให้คิดถึงอีกแล้ว..นี่หว่า )
5. ไม่ต้องรายงานตัว ( อิสระ…ไม่ต้องจ่ายรายเดือน )
6. ฟังเพลงเศร้า เพร๊าะ…เพราะ ( ทุกเพลง…FOR ME ๆๆๆๆ )
7. ไม่เปลืองหัว..จาย ( ขอจาย..เธอคืน )
8. อาจจะผอม (ว๊า!! …แต่ไม่เห็นเบื่ออาหารเลย…กินเอ๊า..กินเอา )
9. ทำไมมันเหลือเวลาว่างมากผิดปกติหว่า ( จาทำอารัยดีน๊อ )
10. ไม่ต้องคอยมานั่งนึกว่าวันนี้เราทำ หรือพูดอะไรผิดไป เพราะเวลางอน
อีกผ่ายชอบพูดว่า " น่าจะรู้ตัวนี่ว่าทำอะไรลงไป "
(อ้าว....ทำไปตั้งหลายอย่าง จำไม่หมดหรอก............)
11. สามารถไปหาแฟนใหม่ได้ รับรองต้องดีกว่าเก่า โดยไม่ต้องเกรงใจใคร
..ไม่ผิดด้วยยยยยยย ก้อเราโสดนี่นาาาาา เนอะ
12. ไม่ต้องคอยลุ้นเวลา check mail ว่าจะมีเมล์เค้ารึปล่าว..อิอิ
13. ได้เป็นตัวเองอีกครั้ง ทำทุกอย่างที่รู้สึกพอใจจริงๆ
14. ได้เปิดตัวคนใหม่สักที หลังจากปกปิดมานาน อิ อิ อิ
5月29日

สารสุข ๆๆๆๆๆ

อาจารย์หมอประเวศ วะสี เขียนไว้ว่า "ขณะที่เขากำลังวิสามัญฆาตกรรมผู้ค้ายาม้าหรือที่เรียกว่ายาบ้ากันโครม ๆ นอกเหนือไปจากยาบ้ายังมียาเสพติดอื่น ๆ อีกหลายอย่างตราบใดที่ยังมีผู้ต้องการเสพก็จะมีการผลิตและการขายยาเสพติดอยู่ร่ำไป การที่คนไปเสพยาเสพติดกันมากก็เพราะขาดแคลนความสุข จึงต้องไปหาสารอะไรที่มันจะให้ความสุข"

ตามธรรมชาติร่างกายจะมีกลไกการหลั่งสารที่ให้ความสุขออกมาอยู่ตลอดเวลาสารสุขคือเอ็นโดฟิน (Endophins)

เอ็นโดฟินส์จัดเป็นสารสื่อประสาทชนิดหนึ่งในจำนวนหลายชนิดที่สร้างมาจากเซลล์ประสาทเพื่อนำกระแสประสาทถ่ายทอดต่อ ๆ ไป นอกจากน ี้ยังมีคุณสมบัติในการกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท ระงับความจับปวด ตลอดจนควบคุมการตอบสนองทางอารมณ์ในส่วนของสมอง (brain) จริง

เอ็นโดฟินส์เป็นสารเคมีในรูปขอพอลิเพปไทด์ที่เกิดจากการเรียงตัวของกรดอะมิโนเพียง 32 ชนิดหรือ 32 โมเลกุลเท่านั้น โครงสร้างและคุณสมบัติในการระงับความเจ็บปวด จึงคล้ายกับสารพวกมอร์ฟีนหรือเฮโรอีนในธรรมชาติ ดังนั้นจึงคล้ายสารเสพติดร่างกายสร้างได้เอง ไม่จำเป็นจะต้องไปรับจากยาเสพติดต่าง ๆ สารเอ็นโดฟินส์นี้เมื่อหลั่งออกมาจึงทำให้เกิดความสุขซึมซ่านไปทั่วร่างกาย

เรา ๆ ท่าน ๆ สามารถทำให้เอ็นโดฟินส์หลั่งออกมาได้ด้วยวิธีต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
1. การออกกำลังกาย ถ้าออกกำลังต่อเนื่องนานพอสมควร เช่น ประมาณ 20 นาทีขึ้นไป เอ็นโดฟินส์จะออกมามาก ทำให้มีความสดชื่นสบายเนื้อสบายตัว
2. ทำสมาธิ เมื่อจิตเป็นสมาธิจะมีความสุขยิ่งนักเพราะเอ็นโดฟินส์ออก
3. เมื่อจิตใหญ่ เมื่อจิตได้เชื่อมโยงกับธรรมชาติที่ใหญ่โต เช่น เอกภพ ท้องฟ้า ทะเล ป่าเขาลำเนาไพร พระเจ้า นิพพานแล้วเกิดความสุข
4. เมื่อมีความเมตตาอย่างไพศาล เมื่อจิตใจมีความเมตตาอย่างไพศาลจะหลุดออกจากความคับแคบ เป็นอิสระเต็มไปด้วยความสุขทั้ง เนื้อทั้งตัว และกรุณา การได้ช่วยเหลือผู้อื่นก็เช่นเดียวกัน ที่เรียกว่าทุบุญแล้วรู้สึกได้บุญ ตัวเบา มีความสุขก็เพราะเหตุนี้
5. เมื่อแจ่มแจ้งในความรู้ การเรียนรู้อะไรแล้วแจ่มแจ้งแทงทะลุทำให้เกิดความสุข ความสุขนี้ทุกคนทำให้เกิดได้ การเรียนในโรงเรียนควรเปลี่ยนใหม่ให้เป็นการเรียนที่ก่อให้เกิดความสุข ถ้าการเรียนยังก่อให้เกิดความทุกข์อย่างปัจจุบันนักเรียนจะติดยาเสพติดมาก
6. การประสบความงาม ไม่ว่าจะเป็นความงามตามธรรมชาติหรือศิลปะก่อให้เกิดความสุข
7. ความสุขในงาน ถ้าทำงานที่ชอบ (ฉันทะ) จะมีความสุข ตั้งใจทำให้ประณีตกลายเป็นความงามหรือศิลปะที่มาพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น
8. การเกิดกลุ่มหรือความเป็นชุมชน คือการที่คนหลายคนมาทำอะไร ๆ ร่วมกันโดยมีวัตถุประสงค์เดียวกัน มีความเอื้ออาทรต่อกัน มีการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ทำให้มีความสำเร็จสูง และมีความสุขอย่างยิ่งประดุจบรรลุนิพพาน ท่านอาจารย์ประเวศ วะสี สรุปว่า 8 วิธีดังกล่าว คือ วิธีการหาความสุขโดยไม่ต้องใช้ยาเสพติด
5月21日

WHEN WE HAVEN'T SEEN MONOPOLE

เราทุกคนรู้ว่าแท่งแม่เหล็กทุกแท่งมีขั้วเหนือ และขั้วใต้ และหากเราตัดแท่ง แม่เหล็กนั้นออก เป็นสองท่อน 4 ท่อน.....5 ท่อน.....ชิ้นแม่เหล็กแต่ละชิ้นก็จะมีขั้วเหนือและขั้ว ใต้อยู่ร่ำไป เมื่อเป็นเช่นนี้ นักวิทยาศาสตร์จึงมีความคิดว่าเราจะไม่มีวันพบ ขั้วแม่เหล็กเดี่ยว (magnetic monopole) ในธรรมชาติเลย
แต่ในปี พ.ศ. 2474 นักฟิสิกส์ระดับรางวัลโนเบลชาวอังกฤษ คนหนึ่งชื่อ P.A.M. Dirac ได้ครุ่นคิดว่า หากธรรมชาติมีประจุไฟฟ้าเดี่ยวๆ เช่น อิเล็กตรอน (electron) และโปรตอน (proton) แล้วเหตุไฉนฟ้าจึงไม่สร้าง monopole ให้เราบ้าง เพราะ ปรากฏการณ์แม่เหล็ก และปรากฏการณ์ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นนั้น เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่มีสมุฎฐานคล้ายคลึงกัน
Dirac จึงได้ตั้งสมมติฐานว่ามี monopole ในธรรมชาติ และจากสมมติฐานนี้ Dirac ก็สามารถ ตอบคำถามๆ หนึ่งที่ได้ ทำให้คนทั้งโลกงุนงงมานานได้ว่า เหตุใดประจุไฟฟ้าที่เราพบ ในธรรมชาติจึงมีค่าเป็นจำนวนเต็มเท่าของอิเล็กตรอน (แปลว่า ถ้าเราให้ประจุของอิเล็กตรอน เท่ากับ e แล้วประจุที่พบทุกครั้ง จะมีค่า 1e, 2e หรือ 7e,.... แต่เราจะไม่มีวันพบประจุที่มีค่า 1.324e หรือ 6.543e.......เลย) โดย Dirac ได้ให้เหตุผลว่า การที่ประจุไฟฟ้าธรรมชาติมีค่า เป็นจำนวนเท่าของอิเล็กตรอนนั้นเพราะเรา “มี” ขั้วแม่เหล็กเดี่ยว (monopole) ในธรรมชาติ นั่นเอง
จินตนาการของ Dirac นี้ได้กระตุ้นให้นักฟิสิกส์ทั่วโลก เริ่มค้นหา monopole ทั้งใน มหาสมุทร ในอุกกาบาต ในน้ำแข็งขั้วโลก ในหินบนดวงจันทร์ ในเครื่องเร่งอนุภาค ใน ฯลฯ ถึงแม้ ตลอดระยะเวลา 66 ปีที่ผ่านมายังไม่มีใครประสบความสำเร็จเลย แต่ของนักวิทยาศาสตร์ก็ยัง พยายามต่อไป เพราะคนที่ค้นหากับคนที่รอคอยฟังผลต่างก็รู้ดีว่าเขาผู้ใดที่พบเห็น monopole เป็นคนแรก เขาผู้นั้นจะได้รับรางวัลโนเบลสาขา ฟิสิกส์ทันที
ในวารสาร Physical Review Letters ฉบับเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2540 Y. He แห่งมหาวิทยาลัย California ที่ Berkeley ในสหรัฐอเมริกาได้รายงานข่าวความล้มเหลวในการ พบ monopole ให้โลกช้ำต่อไปอีกว่า หลังจากที่เขาได้ทดลองยิงเป้าโลหะ ด้วยกระสุนที่เป็นนิวเคลียส ของทองคำและตะกั่ว ซึ่งกระสุนเหล่านี้มีความเร็วเกือบเท่าความเร็วแสง เขาได้ วิเคราะห์นิวเคลียสใหม่ที่เกิดขึ้นและพบว่า ตลอดระยะเวลา 5 ปีนั้น เขาไม่เห็นร่องรอยหรือวี่แวว ของ monopole เลย
นักฟิสิกส์ที่ได้เฝ้าคอยผลการทดลองของ He ได้ให้คำอธิบายการ “ไม่พบ” ครั้งนี้ว่า เป็นเพราะเครื่องเร่งอนุภาคที่ He ใช้ในการทดลอง มีพลังงานไม่สูง พอที่จะสร้าง monopole
นักฟิสิกส์ปัจจุบันเชื่อว่า ย้อนหลังไปเมื่อ 15,000 ล้านปีก่อน เมื่อจักรวาลระเบิด (big bang) ใหม่ๆ monopole มีมากมายเหล่า monopole เหนือเมื่อปะทะกับเหล่า monopole ใต้ทำให้เกิดอะตอม แม่เหล็ก แต่ monopole ที่ไม่เผชิญ monopole ขั้วตรงกันข้าม ก็ยังคงกระจัดกระจายอยู่ทั่วจักรวาล
ตามทฤษฎี monopole นี้จะหนักกว่าอนุภาคโปรตอนถึงพันล้าน ล้านเท่า (คือหนักเท่ากับตัว amoeba) และมีประจุประมาณ 68 เท่าของอิเล็กตรอน การมีมวลและประจุมากเช่นนี้ น่าจะทำให้การค้นหาหรือ ตรวจสอบเป็นเรื่องง่ายซึ่ง He ก็รู้และได้ออกแบบอุปกรณ์ตรวจจับ monopole ที่ดี คือใช้แก้วที่ทำด้วย barium-phosphate โดยเขาคาดหวังว่าเวลา monopole พุ่งทะลุผ่านแก้ว เขาควรจะสังเกตเห็นร่องรอย การทะลวงผ่านแต่เมื่อเขาใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดูแล้ว เขาไม่เห็นร่องรอยอะไรเลย
สำหรับนักวิทยาศาสตร์ทุกคน การไม่เห็นอะไร มิได้หมายความว่าสิ่งนั้นไม่มี แต่การไม่เห็น monopole ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่านักทดลอง จะต้องใช้กระสุนนิวเคลียสที่มีพลังงานสูงยิ่งขึ้นไปอีก
จะยังไงก็ตาม เราก็ต้องถือว่า การค้น “ไม่พบ” ของ He ครั้งนี้ได้มีส่วน ในการเพิ่มพูนความรู้ให้แก่มนุษยชาติด้วยครับ
5月19日

สัญญาณที่เดินทางเร็วกว่าแสงงงงง

กฏหลายกฏของวิชาฟิสิกส์มีถ้อยแถลง ลักษณะสั่งห้ามคล้ายศีลในพุทธศาสนา เช่น เรามีกฏของวิชาความร้อนที่แถลงว่า เราไม่สามารถจะลดอุณหภูมิของสสารใด ๆ ให้ต่ำกว่า –273 องศาเซลเซียสได้ และไม่มีใครสามารถสร้างเครื่องจักรกล ที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 100 % เต็มเป็นต้น หลักการที่สำคัญมากที่สุด หลักการหนึ่งของวิชากลศาสตร์ควอนตัม คือ เราไม่สามารถจะวัดตำแหน่งและความเร็ว ของอนุภาคใด ๆ พร้อมกันได้อย่างไม่ผิดพลาดเลย Einstein เองก็ได้ตั้งกฏห้ามข้อหนึ่งว่า ไม่มีอะไรเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าแสง
กฏต่าง ๆ ที่ยกมาเป็นตัวอย่างนี้ แสดงให้เห็นและเข้าใจในความสามารถ ที่ต่ำต้อยของมนุษย์ว่า ในบางประเด็น มนุษย์ไม่มีโอกาสจะเอาชนะธรรมชาติได้เลย
แต่เมื่อต้นปี นี้ G.C. Hegerfeldt แห่งมหาวิทยาลัย Gottingen ในประเทศเยอรมนี ได้คำนวณพบว่า อะตอมสองอะตอมไม่ว่าจะอยู่ใกล้ – ไกลกันสักเพียงใดก็ตาม สามารถส่งสัญญาณติดต่อกัน ได้ด้วยความเร็วที่เร็วกว่าแสง
ในวารสาร Physical Review Letters ซึ่งเป็นวารสารที่สำคัญสุด ๆ ในยุทธจักรฟิสิกส์ประจำเดือนมกราคม Hegerfeldt ได้แสดงให้ทุกคนประจักษ์ในความ "ประหลาด" ของเหตุการณ์นั้น ซึ่งขัดแย้งกับความเชื่อดั้งเดิม และสามัญสำนึกอย่างสิ้นเชิง
ในอดีตเมื่อประมาณ 10 ปีมาแล้ว A.Aspect นักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศสได้เคยทดลอง ให้นักวิทยาศาสตร์ทุกคนเห็นอย่างชัดเจนว่า เวลาอะตอมปลดปล่อยอนุภาคแสง (photon) ออกมา 2 ตัว ให้อนุภาคทั้งสองนั้นพุ่งไปในทิศตรงกันข้าม อนุภาคแสงทั้งสองจะยังคงสภาพ เสมือนว่ามีสายสัมพันธ์โยงใยถึงกันตลอดไป ไม่ว่ามันจะอยู่ไกลถึงคนละขอบของจักรวาล ก็ตาม เพราะเวลา Aspect ทดลองวัดคุณสมบัติของอนุภาคแสงตัวหนึ่ง การวัดของเขามีผลกระทบ ต่ออนุภาคอีกตัวหนึ่งทันทีทันใด และความเร็วของการรบกวนนั้นพุ่งไป ด้วยความเร็วที่สูงกว่าแสง
นี่คือความจริงสำหรับอนุภาคแสง และสำหรับกรณีอะตอมสองตัวที่อยู่ห่างกัน Hegerfeldtได้คำนวณพบว่า เมื่ออะตอมตัวหนึ่งสลายตัว โดยการปลดปล่อยอนุภาคแสงออกมา อะตอมตัวที่สองซึ่งอยู่ห่างไกลออกไป มีโอกาสจะรับอนุภาคแสงนั้นไปอย่างทันทีทันใด หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า อะตอมตัวที่สอง "เห็น" เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงในอะตอมตัวแรก ก่อนที่อนุภาคแสงจากตัวแรก จะเดินทางมาถึงมันเสียอีก
คำอธิบายของเหตุการณ์ "แปลกแต่จริง" เรื่องนี้มีว่า
ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น อนุภาคทุกตัว สสารทุกชนิดไม่เคยตกอยู่ในสภาพโดดเดี่ยว หรือเป็นอิสระแท้จริง โดยไม่แวะข้องยุ่งเกี่ยวกับสสารอื่นใดเลย ทั้งนี้เพราะสสารทุกชนิดมีคุณสมบัติเป็นได้ทั้งคลื่นและอนุภาค อะตอมซึ่งเป็นสสารชนิดหนึ่ง จึงสามารถแพร่กระจายคลื่นของมันไปได้ ทุกหนแห่งในจักรวาล โดยโอกาสการพบเห็นคลื่นของอะตอมตัวนั้น จะมากหรือจะน้อยก็ขึ้นกับระยะทาง เมื่อเป็นเช่นนี้ อะตอมทั้งสองถึงแม้จะอยู่ห่างกัน แต่ก็มีคลื่นสองคลื่นซ้อนเหลื่อมกัน ดังนั้นเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในอะตอมตัวที่หนึ่ง สถานการณ์ที่มันซ้อนทับกัน อยู่จะทำให้อะตอมตัวที่สอง "รู้สึก" ถึงการเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันทีทันใด และ "ความรู้สึก" นี้สามารถเดินทางได้ด้วยความเร็วที่เร็วกว่าแสง
สัจจธรรมของเรื่องนี้มีว่า อนุภาคจะอยู่อย่างโดดเดี่ยวในจักรวาลไม่ได้ฉันใด คนเราจะอยู่คนเดียวในโลกก็ไม่ได้ฉันนั้น เราเป็นองค์ประกอบหนึ่งของสังคมรอบข้าง และสังคมรอบตัวเราก็เป็นองค์ประกอบของเรา ผลกระทบใด ๆ ที่เกิดขึ้นกับเรา สังคมรอบข้างจะรู้สึกและผลกระทบใด ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม เราก็รู้สึกเช่นกัน แต่ความรู้สึกนั้นอาจจะเดินทางด้วยความเร็วที่ช้ากว่าความเร็วแสงครับ
5月14日

Principia

""""มีเรื่องมาเล่าหั้ยฟังฮับบบ....
Isaac Newton เกิดเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2185 ที่เมือง Woolsthorpe ในประเทศ อังกฤษ บิดาเป็นชาวนาที่ได้เสียชีวิตไป ตั้งแต่นิวตันยังอยู่ในครรภ์มารดา เมื่อเติบใหญ่นิวตันได้รับการ สนับสนุนจากลุงให้ไปศึกษาวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Cambridge ณ ที่นั่นเขาได้เรียนวิชาเรขา คณิตของ Euclid และ ฟิสิกส์ของGalileo
ในปี พ.ศ. 2208 ได้เกิดเหตุการณ์กาฬโรคระบาดในประเทศอังกฤษ มหาวิทยาลัย ต่างๆ ต้องปิดการเรียนการสอน นิวตันจึงต้องกลับไปพำนักที่ Woolsthorpe กับมารดา ช่วงเวลา 18 เดือน ที่นั่นเป็นระยะเวลาที่สำคัญมากที่สุดระยะหนึ่งของมนุษยชาติ เพราะในช่วงเวลานั้นนิวตันได้พบ สาเหตุที่ทำให้สรรพสิ่งต่างๆ ในจักรวาลเคลื่อนที่ได้ เขาได้แถลงกฎการเคลื่อนที่ ได้แสดงวิธีพิสูจน์ รวมทั้งอธิบายเหตุผลและความเข้าใจต่างๆ ของเขาลงในหนังสือชื่อ Philosophie Naturalis Principia Mathematica หนังสือเล่มนี้เป็นที่รู้จักกันในนามสั้นๆ ว่า Principia
Principia ถูกพิมพ์เผยแพร่เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2230 มีจำนวนพิมพ์ 500 เล่ม คนที่ได้อ่าน Principia ในสมัยนั้นมีเพียงไม่กี่คนที่เข้าใจ แม้กระทั่ง Voltaire ก็ยังกล่าวถึง Principia ว่าอ่านแล้วไม่รู้เรื่อง
แต่ทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย ยอมรับว่า Principia คือสิ่งมหัศจรรย์ทางปัญญา ที่สำคัญที่สุดที่สมองมนุษย์เคยคิดมาได้และกำลังจะคิดต่อไป
ใน Principia นิวตันได้อธิบายพฤติกรรมของดาวในสุริยจักรวาลว่ามัน เคลื่อนที่ได้ เพราะถูกแรงกระทำสองแรงคือ แรงเฉื่อยที่จะผลักมันออกไปในแนวเส้นสัมผัสกับวงโคจร และ แรงดึงดูดที่จะชักจูงให้มันโคจรเป็นวงรีรอบดวงอาทิตย์ นิวตันได้แสดงให้ทุกคนประจักษ์ว่า เหตุการณ์ ต่างๆ ที่เกิดบนโลกเช่นกรณีลูกแอปเปิลตกจากกิ่ง กับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดบนสวรรค์ เช่นกรณี ดวงจันทร์โคจรรอบโลก สามารถอธิบายได้ด้วยกฎๆ เดียวกัน เขายังแสดงให้เห็นอีกว่าดวงจันทร์ทำให้ เกิดปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลง และดาวหางเป็นเพียงดาวดวงหนึ่ง ของสุริยจักรวาลที่เราสามารถทำนาย วิถีโคจรของมันในอนาคตได้ หากเรารู้ตำแหน่งและความเร็วของมันในปัจจุบัน
ในการพิสูจน์หรืออธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ เหล่านี้ นิวตันได้คิดสร้างวิชา Calculus ขึ้น แล้วใช้คณิตศาสตร์ทำนายผลที่จะเกิดจากสมมติฐาน เขาได้กล่าวเน้นว่าการทดลอง หรือ การสังเกตวัดเท่านั้น ที่จะเป็นเกณฑ์ตัดสินความถูกต้องของสมมติฐานต่างๆ
Principia ยังมีเรื่องของ gyroscope ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ไม่มีใครในสมัยนั้นรู้จัก จนกระทั่งอีก 200 ปีต่อมา และในนั้นนิวตันได้กล่าวถึงการทดลองแยกแสงอาทิตย์ออกด้วยปริซึมเป็น สีรุ้งอีกด้วย และเขายังได้อธิบายสาเหตุการไหลของกระแสน้ำในมหาสมุทร รวมทั้งให้เหตุผลด้วยว่า เหตุใดโลกจึงไม่กลม
เพราะเหตุว่านิวตันได้เขียน Principia เป็นภาษาละติน และใช้สำนวน ที่รวบรัด เพราะแกเป็นที่คนที่ไม่ชอบอธิบายอะไรๆ ยืดยาด ดังนั้นจึงไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าโอกาสที่คนเดินดินผู้มี “ปัญญา” ทั้งหลายจะเข้าใจจินตนาการของ Newton จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมาก
S. Chandrasekhar นักฟิสิกส์ผู้พิชิตรางวัล Nobel ประจำปี พ.ศ. 2526 ได้พยายามเรียบเรียง แนวความคิด และภาษาฟิสิกส์ของนิวตันให้มีรูปแบบ และลักษณะปัจจุบันเพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจมากยิ่งขึ้น
ในหนังสือชื่อ Newton for the Common Reader ราคา130 เหรียญสหรัฐฯ ที่ออกวางตลาด เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2541Chandrasekhar ได้สอดใส่ความเข้าใจของเขาที่มีต่อความนึกคิดของนิวตัน ให้ผู้อ่านรู้สึกเสมือนว่ากำลังดู Sistine Chapel โดยไกด์ชื่อ Michelangelo หรือกำลังฟังซิมโฟนีหมายเลข 9 ของ Beethoven โดยผู้อำนวยการเพลงชื่อ Arturo Toscanini ยังไงยังงั้น ใน Principia ทั้งเล่ม นิวตัน ได้เน้นหลักการว่า Na - ture does nothing in vain and more is in vain when less will serve: for Nature is pleased with simplicity.
คนที่เก่งวิทยาศาสตร์ และยังสามารถใช้ภาษาที่คมและลึกได้ เช่นนี้ อัจฉริยะสุดๆ เลยครับ
5月13日

MERSENNE NUMBER

To day We have The story about Math
...........
....................
วามคิดในเรื่องเลขจำนวนเฉพาะได้มีการศึกษากันมาตั้งแต่สมัยยูคลิด  ยูคลิดได้กล่าวว่าตัวเลขใด ๆ สามารถเขียนอยู่ในรูปผลคูณของตัวเลขจำนวนเฉพาะ หรือกล่าวได้ว่าตัวเลขใด ๆ จะต้องมีตัวประกอบเป็นเลขจำนวนเฉพาะได้เสมอ
                                  N = p1p2p3...pn 
                                              เมื่อ p หมายถีงตัวเลขจำนวนเฉพาะ หรือ  1

                    ยูคลิดยังได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ในระบบเลขจำนวนเฉพาะ จะมีจำนวนตัวเลขจำนวนเฉพาะได้อนันต์

                    แฟร์มาต์ได้ทำการศึกษาเลขจำนวนเฉพาะ และได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ตัวเลขจำนวนเฉพาะใด ๆ ที่มีรูปแบบเป็น
4n + 1 ตัวเลขจำนวนเฉพาะนี้จะเขียนให้อยู่ในรูปแบบของตัวเลขยกกำลังสองของตัวเลขสองตัวรวมกัน  เช่น

                                                                         5   เป็นเลขจำนวนเฉพาะ 
                                                             5 = 4n + 1   =  4 x 1 + 1        (n = 1) 
                                ซึ่งเขียนได้  เป็น 
                                                             5 = 22 + 12 
                                หรือตัวอย่าง 
                                                            13 = 4 x 3 + 1 
                                 เขียน 
                                                          13 = 32 + 22

                    แฟร์มาต์ยังพิสูจน์ให้เห็นว่า 2n + 1 เป็นเลขจำนวนเฉพาะ ถ้าหาว่า n มีค่าเป็นตัวเลขของสองยกกำลัง  เช่น

                                                                21 + 1 = 3 
                                                                22 + 1 = 5 
                                                                24 + 1 = 17 
                                                                28 + 1 = 257
                                                                                                                           .
                                                                                                                           .
                                                                                                                           . 
                                                          n = 1, 2, 4, 8, 16,....

                    ตัวเลขจำนวนเฉพาะในกรณีนี้เรียกว่า ตัวเลขแฟร์มาต์  หลังจากนั้นต่อมาอีกประมาณ 100 ปี    ออยเลอร์ (Euler)   ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าที่แฟร์มาต์ กล่าวมานี้ไม่เป็นจริงเพราะ  232 + 1  เท่ากับ 4,294,967,297  เป็นตัวเลขที่ไม่ใช่เลขจำนวนเฉพาะ เพราะหารด้วย 641 ได้ลงตัว

                     Marin Mersenne ได้ทำการศึกษาเลขจำนวนเฉพาะในรูปแบบ 2n - 1 ซึ่งพบว่า 2n - 1 ไม่เป็นจำนวนเฉพาะทุกตัว  ตัวเลขจำนวนเฉพาะที่อยู่ในรูป  2n - 1 เรียกว่า  Mersenne number จนถึงปัจจุบันนี้มีผู้พบตัวเลข Merssenne  37 ตัว  ตัวเลขที่ใหญ่ที่สุด คือ 23,021,337 - 1 เป็นเลขจำนวนเฉพาะที่มีขนาด 909526 ตัวเลข

                    จากการศึกษาเลขจำนวนเฉพาะมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  ยังมีคำถามที่ยังหาคำตอบไม่ได้เกี่ยวกับเลขจำนวนเฉพาะอยู่มากมาย เช่น
                                            -    มีเลขจำนวนเฉพาะที่อยู่ในรูปแบบ n2 + 1  อยู่อนันต์ตัว
                                            -    ระหว่างตัวเลข n2 และ (n + 1)2 อย่างต้องมีเลขจำนวนเฉพาะอยู่ด้วย
                                            -    ตัวเลขแฟร์มาต์ที่เป็นเลขจำนวนเฉพาะมีได้อนันต์ตัว

                    ความคิดเกี่ยวกับเรื่องเลขจำนวนเฉพาะ จึงเป็นโจทย์ที่ยังต้องการหาผู้คิดค้นได้อีก

5月2日

ของขวัญ

 """"""""""""ลืมเขียนไปอย่างนึงนะว่า.......
......
...........วันที่ 29 ที่ผ่านมา....ยังม่ายดั้ยของขวัญรายเลยแหละนะ...
......แต่ยังงัย
.........ก้หวังว่า
........
..............ของขวัญชิ้นแรกของเอม......มานคงเป็นหนังเรื่อง มอแปด แหละนะ.....
.................................ดีจัยนะ...............
4月11日

เที่ยวละไม

เที่ยวไปตามตะวัน บุกบั่นไปตามลม
สนุกสุขสม หัวใจหงายคว่ำ
ชีพที่ยาวนาน หรือสั้นแต่เพียงคำ
เอาตูดแช่น้ำแล้วเดินต่อไป

เพื่อเสาะหานภาคลุมครอบ สายลมคงรอบไว้
สายใจไหลลู่สู่สวรรค์

เที่ยวก็กินกันบ่นมันไปใย ค่ำที่ไหนก็นอนที่นั่น
อยู่ก็ลืมตา ขึ้นมาดูตะวัน
ว่าโลกสร้างสรรค์สวยงามให้เรา

บอกให้รู้ ให้ดูความจริงทิ้งคืนเพื่อสู่เช้า
ให้เราทิ้งเศร้าสู่สดใส

โลกมีมายาจะบ้าก็ในเมือง เรียกรุ่งเรืองก็คงจะไม่
โลกในความจริงคือสิ่งอยู่ในใจ
นั่นแหละไซร้วัดความรุ่งเรือง

อีกเมฆานภาตระหง่านสายธารที่ผ่านเมือง
สามลมนองเนืองสู่หุบเขา

เที่ยวตามใจปอง ท่องตามการมี
สุขอย่างนี้แล้วมีใดเท่า
มั่นในความจริงแต่หยิ่งในตัวเรา
มีเพื่อนเป็นภูเขาแล้วกลัวอะไร
อีกทะเลทั้งเหทั้งกล่อมทั้งยอมเป็นเพื่อนใจ
ต้นไม้ ทราย คลองพี่น้องกัน

3月22日

เกรดออกแล้วอะ.....

"""""อ่าน้าแล้วผลเกรดก็ออกแล้วอะนะ......เอิ้กส์......

.............ดั้ยโคตรน้อยเลยอะ.........เห้อ..........

.........ก็มานดั้ยแค่ สามจุดหกเองอะ

...........................เห้อ....

............แต่ก็ดีจัยนะที่วิชาภาคดั้ยเออะนะ......

.................

.................โทษทีล่ะนะที่ไม่ได้อัพดัยซะนานเลยอะนะ.....

.....................ก็นะ...............เพื่อน ๆๆ ๆๆดั้ยเกรดงาย.....กานบ้างก็เข้ามาบอกกานบ้างล่ะนะ....

.............

..............แล้วเราคงดั้ยเจอกานหมั่ยนัยเปิดเทอมหน้า.........

..................อิอิ.........

...................โชคดีล่ะนะ...ทุกคน....เอิ้กส์.....

 

3月9日

...สอบเสร็จแล้ว

.......ผ่านปัยแล้วแหละนะ....สามหรับการสอบปายภาค....ที่แสนทรหดอดทนของเรา......
เฮ้อ ๆ........
.....ก็นะก็ต้องรอวันที่ผลงานเรามานจะออกมา (ม่ายรู้เหมือนกานอะว่าเกรดออกวันหนาย...ครายรู้ก็บอกด้วยนะ)
.......แล้วก็ม่ายรู้ด้วยแหละนะ....ว่ามานเปิดเทอมวันหนายอะ
.............งงนะเนี่ย
.............น่าจาดั้ยเกรดดีกว่าเทอมที่แล้วอะนะ......
........ก็ขอหั้ยทุก ๆคนดั้ยเกรดที่น่าพึงประสงค์อะนะ.....
......................เอ....เท่านั้น...ขอหั้ยทุก ๆคนดั้ยมันปายครอบครองเยอะ ๆ นะ
.......โชคดีก๊าบ